สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะสามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายของการฝึกอบรมได้ถึง 1.5 เท่า
1. ถ้าจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานครบสัดส่วนร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมด ไม่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุน
2. ถ้าไม่จัดฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือจัดแล้วไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนอัตราร้อยละ 1 ของค่าจ้างที่ใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณเงินสมทบ โดยคิดจากจำนวนลูกจ้างที่ไม่ได้จัดฝึกอบรมในสัดส่วนที่กำหนด
3. ผู้ประกอบกิจการใดมีลูกจ้างครบ 100 คนมาแล้ว แม้ภายหลังจะมีลูกจ้างไม่ถึง 100 คนก็ตาม ผู้ประกอบกิจการนั้นยังคงมีหน้าที่จัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานในสัดส่วนร้อยละ 50 ของลูกจ้าง
ทั้งหมด และ ยื่นแบบประเมินเงินสมทบตามที่กฎหมายกำหนด
4. ผู้ประกอบกิจการซึ่งอยู่ในข่ายบังคับทุกราย ไม่ว่าจะจัดฝึกอบรมหรือไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนดก็ตาม ต้องยื่นแบบประเมินเงินสมทบและรายงานการฝึกอบรมภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไปทุกปี
5. ผู้ประกอบการกิจการใดไม่จ่ายเงินสมทบภายในเวลาที่กำหนด หรือจ่ายไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่ง
ขั้นตอนการประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานของผู้ประกอบกิจการ
1.ขึ้นทะเบียน แจ้งจำนวนลูกจ้าง ณ วันที่มีลูกจ้างครบ 100 คน ขึ้นไป ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างครบ 100 คนขึ้นไป
2. ดำเนินการจัดฝึกอบรมตามสัดส่วน จัดทำทะเบียนคุมกาฝึกอบรมตามแบบ สท.2-2 มกราคม-ธันวาคม
3.ยื่นแบบประเมินเงินสมทบ
• ยื่นแบบประเมิน สท.
• มกราคม-กุมภาพันธ์ของปีถัดไป
4 . แจ้งหลักสูตรการฝึกอบรม และรายชื่อผู้เข้ารับการฝึกประจำปี สท 2
5 . แจ้งจำนวนลูกจ้าง ณ วันที่ 1 มกราคมของปีปัจจุบัน
6.ชำระเงิน ชำระเงินสมทบ มกราคม-กุมภาพันธ์ พร้อมยื่นแบบประเมินกรณีจัฝึกอบรมไม่ครบตามสัดส่วน
ชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน กรณีจ่ายเงินสมทบเกินเวลาที่กำหนด หรือจ่ายไม่ครบ ชำระเงินสมทบเพิ่มเติม ตามใบแจ้งเงินสมทบ สท 3 และ สท 7 มกราคม-เมษายน กรณีชำระเงินสมทบไว้ไม่ครบ
รับเงินสมทบคืน
เขียนคำร้องขอเงินคืนใน สท 3 มกราคม-เมษายน กรณีชำระเงินสมทบไว้เกิน
.แจ้งการเปลี่ยนแปลงในกรณีต่างๆ ภายใน 15 วัน เช่นย้ายสถานประกอบการ , เลิก/หยุดกิจการ , เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ หรือเปลี่ยนชื่อผู้ประกอบกิจการ ฯลฯ
7. เกณฑ์การพิจารณาหลักสูตร
• ลักษณะหลักสูตร ต้องเพื่อเป็นการพัฒนาพนักงาน การให้ความรู้แก่พนักงาน และ เป็นเรื่องของการฝึกอบรม ไม่ใช่การประชุมหรือสัมมนาเพื่อหานโยบายหรือแนวทางขององค์กรในอนาคต
• วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ต้อเป็นการเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะ และ ทัศนคติต่อการปฏิบัติงาน
• เนื้อหาของหลักสูตร ต้องมีความสอดคล้อง และ เป็นประโยชน์ต่อกิจการ
• ระยะเวลาการฝึก ต้องสอดคล้องกับหลักสูตรเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คือ เพื่อการเตรียมความพร้อม ใช้เวลา มากกว่า 30 ชั่วโมง เพื่อการยกระดับพนักงานต้องใช้เวลา มากกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อการเปลี่ยนสาขา มากกว่า 18 ชั่วโมง
• จำนวนของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คือเพื่อการเตรียมความพร้อม ไม่กำหนดจำนวน เพื่อการยกระดับพนักงาน และ เพื่อการเปลี่ยนสาขา กำหนดไม่ให้เข้าอบรมเกินกว่าครั้งละ 50 คน เว้นแต่ ส่งไปฝึกแบบ Public Training ต่อครั้งสามารถมีผู้เข้ารับการฝึกมากกว่า 50 คนได้ เนื่องจากเป็นผู้จัที่เป็นมืออาชีพอยู่แล้ว
• คุณสมบัติของวิทยากร เพื่อการเตรียมความพร้อม ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ส่วน เพื่อการยกระดับพนักงาน และ เพื่อการเปลี่ยนสาขาไม่ได้ระบุคุณสมบัติไว้
• คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึก ต้องมีอายุมากกว่า 15 ปีบริบูรณ์ มีฐานะเป็นลูกจ้างของผู้ดำเนินการฝึก
8. เอกสารประกอบการพิจารณาหลักสูตร
• สำเนาหนังสือการจดทะเบียนบริษัท
• ข้อมูลผู้เข้ารับการฝึก (สามารถใช้แบบฟอร์มของกรมได้)
• หลักสูตรการฝึกอบรม พร้อมกำหนดการ
• สำเนาค่าใช้จ่าของแต่ละหลักสูตร และ รับรองสำเนาถูกต้อง จากผู้มีอำนาจ
9. กรอบค่าใช้จ่าย
• ค่าวิทยากร เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งว่าจ่ายเป็นเงิน หรือให้เป็นของขวัญ ถ้าจ่ายเป็นเงิน ไม่กำหนดเพดาน แต่ถ้าให้เป็นของขวัญมูลค่าไม่เกิน 5,000 บาท
• ค่าลิขสิทธิ์ของหลักสูตร ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล
• ค่าล่ามระหว่างการฝึกอบรม ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล
• ค่าแปลเอกสาร ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล
• ค่าตำราเรียน ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล
• ค่าถ่ายเอกสารประกอบการเรียน ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล
• ค่าบันทึกภาพ ทั้งภาพนิ่ง และ ภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงค่าฟิล์ม ค่าล้างอัดรูป ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล
• ค่าจัดทำ หรือ ค่าเช่าสื่อฝึกอบรม ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล และ มีกำหนดระยะเวลาเช่าที่ชัดเจน
• ค่าวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการฝึกอบรม ให้ระบุรายการ จำนวน และ ราคาที่ชัดเจน ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล
• ค่าเช่าเครื่องมือในการฝึกอบรม เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล
• ค่าเช่าสถานที่ฝึก กรณีจัดฝึกอบรมเอง และ ใช้สถานที่ที่ต้องมีค่าใช้จ่าย เช่น โรงแรม ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล
• ค่าเช่าที่พัก ผู้เข้ารับการอบรม เจ้าหน้าที่ดำเนินการ และ วิทยากร รวมถึงอาหาร และ เครื่องดื่ม ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้
• ค่าพาหนะเดินทางผู้เข้ารับกาฝึกอบรม และ เจ้าหน้าที่ ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล ยกเว้น เดินทางโดยเครื่องบิน
• ค่าจ้างเหมาะเพื่อเช่าพาหนะ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และ เจ้าหน้าที่ ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล ยกเว้น เดินทางโดยเครื่องบิน
• ค่าจ้างเหมาะเพื่อเช่าพาหนะ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และ เจ้าหน้าที่ กรณี มีหัวข้อการดูงานนอกสถานที่ ไม่กำหนดเพดาน แต่ต้องสมเหตุสมผล ยกเว้น เดินทางโดยเครื่องบิน และ ค่าแท๊กซี่
• ค่าพาหนะเดินทางในประเทศของวิทยากร ไม่กำหนดเพดาน ให้รวมการเดินโดยเครื่องบินได้ด้วย
10. การนำค่าใช้จ่ายอบรมไปหักลดหย่อนภาษี
หักลดหย่อนได้ร้อยละ 50 ให้นำจำนวนครึ่งนึงของค่าใช้จ่ายในการอบรมหักออกจากกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี
ตัวอย่าง
มีรายจ่ายในการลงทุน 100 บาท (รวมค่าฝึกอบรม 10 บาท และมีรายได้ 200 บาท)
คำนวณ ขั้นที่ 1. หักค่าใช้จ่าย 200-100 = กำไรสุทธิ 100 บาท
ขั้นที่ 2. ครึ่งนึงของค่าฝึกอบรม 10/2 = 5
ขั้นที่ 3. กำไรสุทธิเพื่อยื่นภาษี 100-5 = 95 บาท
11. วิธีการฝึกอบรม มี 2 วิธีการคือ
• ดำเนินการฝึกเอง
• จัดจ้างฝึกอบรม
กรณีดำเนินการฝึกเอง
• ฝึกในหน่วยประกอบกิจการ/หน่วยผลิต หรือฝึก ณ สถานที่อื่น
• ฝึกอบรมในศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน
กรณีจัดจ้างฝึกอบรม
• สถานศึกษาทั้งภาครัฐบาล และ เอกชนที่เป็นสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
• สถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานของทางราชการ
• สถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานอื่นที่มีฐานะเป็นมูลนิธิ สมาคม หรือ นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อการฝึกอบรมรวมอยู่ด้วย |