หลายคนคงตั้งคำถามว่า เหตุใดเราต้องตามล่า ความสุขกลายเป็นสิ่งที่อยากได้ยากตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดเราจึงกลายเป็นคนไม่มีความสุข และจะรู้ได้อย่างไร
ความทุกข์ คือความรู้สึกไม่สบายที่กาย หรือที่ใจ หรือทั้งกายและใจ ซึ่งมาจากหลายปัจจัยทั้งความเครียด ความไม่พอใจในสิ่งที่มี ความเปลี่ยนแปลง ความเจ็บป่วย รัก โลภ โกรธ หลง
เมื่อมีความทุกข์ บางคนมีแนวทางการเยียวยาให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง บางคนจมอยู่ในปัญหาไม่สามารถหาทางเยียวยาตัวเอง ทำให้โอกาสในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขหายไป ทั้งที่ความสุขนั้น สามารถควบคุมได้ และขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีจัดการเท่านั้น และความรู้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่การบริหารจิตใจได้
กรมสุขภาพจิต ให้นิยามคำว่า "ความสุข" ว่า สภาพชีวิตที่เป็นสุข อันเป็นผลจากการมีความสามารถในการจัดการปัญหา ในการดำเนินชีวิตมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยครอบคลุมถึงความดีงามภายในจิตใจ ภายใต้สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
น.พ.อภิชัย มงคล รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า การสร้างความสุขนั้นทำได้หลายอย่าง คนส่วนใหญ่จะรู้ตัวว่าความสุขเริ่มหายจากความเครียดที่มาจากเรื่องต่างๆ ที่พบเจอ บางคนไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวแต่ไม่ยอมรับว่าเกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกวิธีหรือนำไปสู่ปัญหาการเจ็บป่วยทางจิต
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าความสุขนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่เกิดขึ้นได้จากปัจจัยหลายด้าน ไม่จำเป็นว่าการขาดสิ่งหนึ่งจะทำให้เรากลายเป็นคนไม่มีความสุข เมื่อเกิดความทุกข์จึงต้องมองปัจจัยด้านอื่นที่มีอยู่เพื่อให้เกิดความสุขขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขมี 4 ด้าน
..........สภาพจิตใจ คือความเครียด อารมณ์ การเจ็บป่วย หากเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยก็เพียงทำให้เกิดความเครียด แต่หากมีมากๆ ก็ทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางจิตได้
..........ความสามารถของจิตใจ เช่น การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม คนรอบข้าง การสื่อสาร ความคิดเชิงสร้างสรรค์
..........คุณภาพจิตใจ เกี่ยวกับเรื่องความเมตตา กรุณา การช่วยเหลือผู้อื่น การทำบุญ
..........สภาพแวดล้อม เรื่องของความช่วยเหลือ การดูแลเอาใจใส่จากเพื่อน ญาติพี่น้อง รวมถึงการอยู่อาศัย แสง เสียง
เมื่อมีปัญหาด้านใดด้านหนึ่ง การเยียวยาด้วยตนเอง คือการเริ่มพิจารณาว่าปัจจัยไหนที่ทำให้เกิดความสุขได้บ้าง เพราะชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว เรายังสามารถหาความสุขจากเรื่องอื่นๆ ได้ อย่าจมอยู่กับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง และพยายามมองโลกในแง่ดี
การเอาใจใส่คนรอบข้างก็เป็นส่วนสำคัญ ซึ่งคนในครอบครัว เพื่อน พี่น้อง ต้องหมั่นดูแลกัน เพราะคนที่ไม่รู้ตัวหรือไม่ยอมรับว่าเกิดความเครียดขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ
กรมสุขภาพจิตจึงจัดทำแบบทดสอบที่เรียกว่า ดัชนีชี้วัดความสุข (THI-15) เพื่อเป็นแบบประเมินเบื้องต้น ก่อนที่จะนำไปสู่การใช้แบบทดสอบเฉพาะที่ละเอียดขึ้น หากพบว่าค่าเฉลี่ยของความสุขน้อยกว่าคนทั่วไป โดยอาจต้องทำแบบทดสอบโรคซึมเศร้า โรคเครียด ไปจนถึงการฆ่าตัวตาย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความตระหนักในการปรับสภาพจิตใจ ไปจนถึงการขอความช่วยเหลือ การพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป
แบบทดสอบนี้ กรมสุขภาพจิตนำไปใช้ในสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ และมีเผยแพร่ทางเว็บไซต์กรมสุขภาพจิต เพื่อทดสอบสภาวะทางจิตใจเบื้องต้น โดยใช้วัดความสุขของคนอายุระหว่าง 15-60 ปี เพื่อทำให้ทุกคนรู้จักตัวเองมากขึ้น หรือผู้ปกครองจะนำไปใช้วัดบุตรหลาน ครูใช้วัดนักเรียน เพื่อนร่วมงานใช้วัดกันเอง บริษัทใช้วัดพนักงานได้
ลองกาเครื่องหมายในช่องที่มีลักษณะตรงกับตัวเองมากที่สุด ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เพื่อประเมินสภาวะจิตใจของตัวเอง
1. ท่านรู้สึกพึงพอใจในชีวิต
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
2. ท่านรู้สึกสบายใจ
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
3. ท่านรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
4. ท่านรู้สึกผิดหวังในตัวเอง
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
5. ท่านรู้สึกว่าชีวิตของท่านมีแต่ความทุกข์
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
6. ท่านสามารถทำใจยอมรับได้สำหรับปัญหาที่ยากจะแก้ไข (เมื่อมีปัญหา)
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
7. ท่านมั่นใจว่าสามารถควบคุมอารมณ์ได้เมื่อมีเหตุการณ์คับขันหรือร้ายแรงเกิดขึ้น
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
8. ท่านมั่นใจที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในชีวิต
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
9. ท่านรู้สึกเห็นใจเมื่อผู้อื่นมีทุกข์
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
10. ท่านรู้สึกเป็นสุขในการช่วยเหลือผู้อื่นที่มีปัญหา
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
11. ท่านให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นเมื่อมีโอกาส
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
12. ท่านรู้สึกภูมิใจในตนเอง
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
13. ท่านรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยเมื่ออยู่ในครอบครัว
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
14. หากท่านป่วยหนัก ท่านเชื่อว่าครอบครัวจะดูแลท่านเป็นอย่างดี
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
15. สมาชิกในครอบครัวมีความรักและผูกพันต่อกัน
_ไม่เลย _เล็กน้อย _มาก _มากที่สุด
เมื่อได้คำตอบแล้ว สามารถประมวลผลด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ การให้คะแนนแบบประเมินแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 ได้แก่ข้อ 1 2 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ให้คะแนนดังนี้
ไม่เลย = 0 คะแนน เล็กน้อย = 1 คะแนน มาก = 2 คะแนน มากที่สุด = 3 คะแนน
กลุ่มที่ 2 ได้แก่ข้อ 3 4 5 ให้คะแนนดังนี้
ไม่เลย = 3 คะแนน เล็กน้อย = 2 คะแนนมาก = 1 คะแนน มากที่สุด = 0 คะแนน
แบบทดสอบนี้คะแนนเต็มทั้งหมด 45 คะแนน
เมื่อรวบรวมคะแนนทุกข้อเสร็จนำมาเปรียบเทียบมาตนเองอยู่ในช่วงสภาวะใด
35-45 คะแนน หมายถึง มีความสุขมากกว่าคนทั่วไป (Good)
28-34 คะแนน หมายถึง มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป (Fair)
0-27 คะแนน หมายถึง มีความสุขน้อยกว่าคนทั่วไป (Poor) และในกรณีผู้ที่มีความสุขน้อยกว่าคนทั่วไป อาจช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้น โดยขอรับบริการปรึกษาจากสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน คนในกลุ่มนี้เสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตได้ ถ้าคะแนนต่ำมากๆ ควรใช้แบบประเมินข้อมูลอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แบบประเมินโรคซึมเศร้า หรือ แบบประเมินความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย เพื่อจะได้ขอรับความช่วยเหลือ หรือหาทางป้องกันได้
นอกจากแบบทดสอบนี้จะมีไว้เพื่อวัดความสุขในตัวเอง ยังสามารถนำมาใช้สังเกตหรือช่วยเหลือคนรอบข้าง ไม่ว่าจะคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพราะอย่างที่กล่าวตอนต้นว่า บางคนไม่ยอมรับว่าตนเองเกิดปัญหาขึ้น แบบทดสอบดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือทำให้เห็นความเครียดที่ซ่อนเร้น ปกปิดอยู่ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่จะต้องใช้ความเอาใจใส่เพื่อดูแล เยียวยาต่อไป
การพูดคุย เป็นกำลังใจ ให้คำปรึกษา การทำกิจกรรมทำร่วมกัน ที่สำคัญ คือ ความรัก ความจริงใจ ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความสุขได้ทั้งสิ้น มาร่วมกันสร้างความสุขและแบ่งปันผู้อื่นในสังคมและยิ้มให้กันอีกครั้งกันดีกว่านะคะ |